วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

การเรียนเพื่อความรอบรู้ (Mastery Learning)


บลูมถือว่าการที่จะให้ผู้เรียนเกิดความรอบรู้ในการเรียน  ผู้เรียนจะต้องรอบรู้ในจุดใดจุดหนึ่งซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดที่ผู้เรียนจะต้องรู้ จึงจะสามารถเรียนต่อไปได้
ขั้นตอนของการเรียน  เพื่อความรอบรู้ของบลูม
1.  รายวิชาแบ่งเป็นตอน ๆ หรือหน่วยย่อนให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน
2.  กำหนดจุดประสงค์ในแต่ละหน่วยให้ชัดเจน
3.  กำหนดมาตรฐานของความรอบรู้
4.  ภารกิจในการเรียนรู้เหมือนการสอนในห้องเรียนปกติ
5.  ทดสอบวินิจฉัยความก้าวหน้าในการเรียนของแต่ละหน่วย
6.  การสอนซ่อมเสริมเพิ่มเติม
7.  เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแต่ละหน่วยให้ประเมินผล


นายแพทย์พงศ์ธารา วิจิตเวชไพศาล กล่าวว่า การเรียนแบบรอบรู้ (Mastery learning)
เป็นวิธีการที่แบ่งบทเรียนออกเป็นหน่วยย่อยๆ ภายใต้วัตถุประสงค์และความคาดหวังที่คมชัด
โดยผู้เรียนต้องผ่านการเรียนรู้ความเข้าใจถึงแก่นแท้ ของบทเรียนในแต่ละหน่วยด้วยคะแนนแบบ
อิงเกณฑ์ ก่อนก้าวขึ้นสู่บทเรียนอื่นต่อไป ผู้เรียน ที่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์การทดสอบ จะต้องผ่าน
การติวเข้ม การเข้ากลุ่มย่อย การทำกิจกรรมพิเศษ เพิ่มเติม จนกว่าจะบรรลุจุดมุ่งหมายของบทเรียน
และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น   การเรียนแบบรอบรู้ ถูกนำมาใช้ครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1920 โดย Washburne (1922, อ้างถึงใน  Block, 1971) แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จนในช่วงปลายปีค.ศ. 1950 จึงได้มีการรื้อฟื้น แนวความคิดนี้ขึ้นมาใหม่ในรูปของโปรแกรม การเรียนการสอนโดยผู้เรียนสามารถใช้เวลา  เท่าที่ต้องการในการเข้าถึงแก่นแท้ของบทเรียน พร้อมได้รับข้อมูลย้อนกลับที่แสดงถึงจุดบกพร่อง คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาตนเอง อย่างสม่ำเสมอ
1.ความหมาย
การเรียนแบบรอบรู้ เป็นการเรียนที่ผู้เรียนมีความสามารถแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจในแก่นแท้ของบทเรียนนั้นๆ เป็นอย่างดี
2. แนวคิด
การเรียนแบบรอบรู้ มีหลักแนวคิดว่าผู้เรียนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จใน การเรียนได้อย่างเท่าเทียมกัน หากได้รับคำแนะนำและเวลาที่เหมาะสมในการทำความเข้าใจถึง แก่นแท้ของเนื้อหาวิชา โดยเมื่อเริ่มต้น ผู้เรียนจะได้รับทราบถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนและงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน มีการแบ่งบทเรียนออกเป็นหน่วยย่อยๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถติดตามเนื้อหาวิชาได้อย่างลึกซึ้งครบถ้วนโดยผู้สอนทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิดคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะแต่ละคนใช้เวลาในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน เมื่อผู้เรียนสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินในเนื้อหาวิชานั้นๆ แล้ว จึงจะได้รับอนุญาตให้ก้าวขึ้นไปเรียนรู้บทเรียนในหน่วยอื่นต่อไปการประเมินที่นำมาใช้ เป็นการประเมิน ผลแบบอิงเกณฑ์ มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงมีการประเมินผู้เรียนก่อนลงมือสอนด้วยแบบทดสอบวินิจฉัย (Cognitive diagnostic assessment) และประเมินพฤติกรรมผู้เรียนในระหว่างดำเนินการเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ด้วยแบบประเมินความก้าวหน้า  (Formative assessment) ผลของการทดสอบวินิจฉัยและการประเมินความก้าวหน้า จะเป็น การให้ข้อมูลย้อนกลับไปสู่ผู้เรียน เพื่อรับทราบ ถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นพร้อมปรับปรุงตนเอง ถ้าพบว่าผู้เรียนยังคงมีข้อบกพร่องไม่สามารถผ่านเกณฑ์ที่กำหนดได้ ผู้สอนก็จะเสริมแรงด้วยการ ปรับปรุงการสอนใหม่ หรือสอนเสริมให้แก่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันและทำการประเมินผู้เรียนอีกครั้งเมื่อยุติโครงการด้วยแบบประเมินเมื่อสิ้นสุดบทเรียน (Summative assessment) (Bloom, 1968)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น